.

 In many ways, the work of a critic is easy. We risk very little, yet enjoy a position over those who offer up their work and their selves to our judgment.

                                                                                                         Anton Ego - Ratatouille 

สวัสดีเพื่อนๆครับ

วันนี้ผมลากกระเป๋า กลับจากโรงพยาบาลทหารเรือ มานอนสลบที่บ้านเป็นที่เรียบร้อย...จบสิ้นการทำงานวอร์ดอายุรกรรมไปได้หนึ่งเดือน...ยังมาไม่ถึงครึ่งทางเลยแฮะ

พรุ่งนี้เช้ามีนัดไปทำบุญกับคุณแม่ครับ ไม่ได้ทำอะไรด้วยกันมานานแล้ว ครั้งนี้ถือโอกาสซักหน่อย...ช่วงแค่ไม่ถึงเดือนที่ผ่านมา ผมทำบาปไปเยอะพอดู...คนไข้ผมหลายๆคน ต้องออกจากโรงพยาบาลไปอย่างฟูมฟาย โดยที่อาการจากโรครักษาให้หายขาดไม่ได้...หรือคนไข้อีกหลายๆคน ก็ไม่มีโอกาสได้กลับไปบ้านอีกเลย...ความรู้สึกแย่ๆแบบเดิมๆของผม ก็กลับมาอีกระลอก หลังจากวิ่งหนีวอร์ดนี้มาเป็นปีๆ....เฮ่อ ขอเวลาตั้งหลักซักวันสองวันดีกว่า

วันนี้จะมาพูดในเรื่องของ "การวิจารณ์ และงานสร้างสรรค์" ที่เราพบเห็นได้ทั่วไปตามสังคม แต่ก็มักทำให้เกิดความขัดแย้ง และทะเลาะกันรุนแรงอยู่บ่อยครั้งจากทั้งสองฝ่าย

แม้จะไม่ค่อยได้รับผลกระทบโดยตรงกับตัวเอง...แต่เรื่องพวกนี้ ก็ทำผมเกือบปรี๊ดแตกมาหลายรอบ และตั้งใจจะเขียนถึงมานานแล้ว วันนี้ได้โอกาสเหมาะ อารมณ์กำลังได้ที่ เลยเขียนจนจบได้ครับ มาคุยกันดีกว่า

 

*: ว่าด้วยการวิพากย์วิจารณ์ในสังคม

ถ้าพูดถึงผลงานในหลายๆวงการแล้ว...หากจะแบ่งคนเป็นสองกลุ่มอย่างกว้างๆ ก็อาจได้เป็น ผู้สร้างสรรค์ผลงาน กับผู้วิจารณ์ผลงาน ซึ่งคนสองกลุ่มที่ยืนอยู่คนละขั้วนี้ ต่างก็เป็นกลไกสำคัญของกันและกัน ที่จะผลักดันให้เกิดการพัฒนาต่อไป...เสียงตอบรับทางบวก จะทำให้ผลงานก้าวไปข้างหน้า...เสียงตอบรับทางลบ ก็จะทำให้เกิดการหยุดพัก หันมาคิดปรับปรุงจุดด้อยที่มี

แต่หลายครั้ง บทบาทที่ฟังดูเข้าท่าบนหน้ากระดาษเช่นนั้น ก็อาจไม่เป็นไปอย่างที่หวัง...เพราะสิ่งที่จะต้องมีควบคู่ไปด้วยกันก็คือ เจตนาที่ตรงไปตรงมา ในการวิจารณ์ผลงาน...ที่จะไม่ใช่ทั้งคำวิพากย์ในเชิงบวกอย่างไม่ลืมหูลืมตา...และไม่ใช่ความเห็นเชิงลบที่ไม่สนใจเหตุผลรองรับ

"การติเพื่อก่อ" เป็นคำสวยหรู ที่ฟังดูดี และถูกใช้กันพร่ำเพรื่อเสมอมา เหมือนเป็นยันต์กันผลต่อเนื่องอย่างสุภาพว่า..."อย่ามาโมโหคำวิจารณ์ของฉันนะ"

จริงๆถ้าว่ากันตามทฤษฎีแล้ว การพูดเช่นนี้ก็นับว่าถูก หากเรากล้าที่จะนำผลงานมาแสดงในที่สาธารณะ ก็ต้องพร้อมที่จะเผชิญเสียงตอบรับที่ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้...แต่ปัญหาคือ ในทางปฏิบัติ มันดูไม่เป็นไปในกรอบที่คาดกันไว้

---------- 

เป็นเรื่องน่าประหลาด และน่าแปลกใจมากทีเดียว ที่เกินกว่าครึ่งของคำวิจารณ์ (ในยุคที่ข้อมูล ความคิดเห็นเดินทางได้กว้างขวางสะดวกสบายเช่นนี้) กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกโอนเอียงที่รุนแรงเป็นพิเศษ...อย่างแย่น้อยหน่อย ก็มีการพยายามใช้คำสุภาพ เพื่อถ่ายทอดประโยคเชือดเฉือนไม่ให้ดูน่าเกลียดโจ่งแจ้ง...อย่างร้ายมากหน่อย ก็ถึงขึ้นใช้คำพูดระดับตัดเนื้อ เฉือนกระดูกแบบไม่ไว้หน้า ไม่รักษาน้ำใจของเจ้าของผลงาน...ด้วยข้ออ้างสวยหรูที่คุ้นเคย ว่าเหล่านี้คือ "การติเพื่อก่อ"

ภาพนี้คนถ่ายไม่ได้เรื่องเลย

รูปนี้คนวาดฝีมือไม่เข้าขั้น

งานเขียนนี้ความคิดเห็นอ่อนหัดมาก

คอสเพลย์เซตนี้ไม่ได้ดูหน้าตัวเองซักนิด

รีวิวอันนีมุมมองทั้งแคบและตื้น

เพลงอันนั้นห่วย...คนที่ฟังก็ ไม่ต่างกัน

หนังอันนั้นเห่ย...คนที่ชอบก็ พอกันเลย

ฯลฯ

 

*: ว่าด้วยความเหมาะสม และสามัญสำนึก

หลังจากที่ได้ทำงาน และใช้ชีวิตท่ามกลางผู้คนหลากหลายรูปแบบมานานปี...ประเด็นเพียงหนึ่งเดียว ที่ตัวผมถือเป็นหลักมาตลอด ว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเด็ดขาด ก็คือเรื่องของ "สามัญสำนึก" (Common Sense - ที่หมายถึงมุมมอง ความคิดเห็นของแต่ละคน ที่จะหยาบกร้าน หรือละเอียดอ่อนแตกต่างกันไปตามประสบการณ์ชีวิตที่สั่งสมมา)...เพราะถือว่า แต่ละคนย่อมมีบรรทัดฐาน จุดยืน และนิยามต่อ"สิ่งที่เหมาะสม" ไม่เหมือนกัน

...จึงไม่ใช่เรื่องเลย ที่เราจะต้องไปคอยจ้ำจี้จำไช หรือก้าวก่ายทุกครั้ง ให้คนนั้นคนนี้เข้าใจตรงกับเราว่า ตัวเขานั้นมีความคิดก้าวร้าว มีพฤติกรรมคุกคาม มีทัศนคติรุนแรง หรือมีวาจาที่จะไม่มีทางเข้าหูใคร

---------- 

ในส่วนตัวผมเอง ก็เป็นเช่นคนอื่นๆ ที่มีโอกาสสวมบทบาทมาแล้ว ทั้งในฐานะผู้สร้างสรรค์ และผู้วิจารณ์...ทำให้ได้เห็นรูปแบบที่ออกจะ "ไม่เท่าเทียม" กันอยู่เสมอ

ในฐานะของผู้สร้างสรรค์ผลงาน หลังที่เรากระทำการสรรสร้างสิ่งใดขึ้นมา ย่อมต้องมีองค์ประกอบมากมายที่ใส่ลงไป ทั้งความตั้งใจ ความคาดหวัง ความทุ่มเท และเวลาที่มากเพียงพอ...เราจะวาดภาพ เขียนบทความ แต่งนิยาย วิจารณ์หนัง วิเคราะห์สังคม บรรยายในที่ประชุม แต่งคอสเพลย์ หรือกระทั่งการตั้งกระทู้เล็กๆขึ้นมาซักกระทู้หนึ่ง...เชื่อว่าทุกคนก็ต้องเตรียมใจ และเฝ้ารอเสียงตอบรับที่จะตามมาทั้งสิ้น

ในฐานะของผู้วิจารณ์ผลงาน มันกลับง่ายกว่ามาก ที่จะถ่ายทอดสิ่งที่คิด ออกมาเป็นงานวิจารณ์ที่จับต้องได้...หากเทียบกับในฐานะของผู้สร้างสรรค์แล้ว แม้เราก็จะต้องทุ่มเทความตั้งใจลงไปในงานวิจารณ์ของเรา แต่ก็ไม่จำเป็นต้องลงทุนลงแรง หรือใส่ความเสี่ยงลงไปในงานวิจารณ์ของเรามากถึงเพียงนั้น ก็ได้"ชิ้นงาน"ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง ในฐานะของผู้ประเมิน ที่ดูจะยืนอยู่สูงชั้นกว่าเสมอ

 

ก็เหมือนกับการที่เราต้องขึ้นไปยืนพูดปาฐกถาบนโพเดียม ต่อหน้าผู้คนหลายพันหลายหมื่น

ในมุมมองของคนพูดแล้ว...มันช่างโดดเดี่ยว ต้องใช้ความสามารถ ความกล้า ความพยายามอย่างมาก ที่จะถ่ายทอดสิ่งที่อยากจะเสนอออกมา ต่อหน้าสายตากดดันหลายพันคู่

แต่ในมุมมองของคนฟังคนหนึ่ง...มันช่างง่ายดาย และไร้ความเสี่ยงจริงๆ ที่จะวิจารณ์ทับถมผู้พูด ทั้งแซว ทั้งแขวะ หรือด่าทอการแต่งกายตั้งแต่หัวจรดเท้ 

...ยิ่งน่าเสียดาย ที่สังคมในปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ว่า "การวิจารณ์" สามารถทำได้ง่ายดาย กระจายกว้างขวาง และเอื้อให้คนเรามีความรับผิดชอบกับคำพูดของตัวเอง น้อยลงทุกทีๆ

ยังไม่ต้องพูดถึงสังคมไซเบอร์ ที่ทุกคนหลบเร้นอยู่หลังหน้าจอสี่เหลี่ยมที่ห่างกันไปคนละซีกของเมือง ปะปนอยู่กลางทะเลดิจิตอล คอยกดพลิกดู"ผลงานสร้างสรรค์" อย่างผ่านๆ เปรยตามองอย่างเหยี